Category Archives: สุขภาพ

วิธีดูแลสุขภาพ ป้องกันปัญหาโรคที่มากับฤดูฝน

วิธีดูแลสุขภาพ ป้องกันปัญหาโรคที่มากับฤดูฝน

ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากฤดูร้อนสู่ฤดูฝน ทำให้มีโรคที่มากับสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง รวมถึงเกิดจากพาหะนำโรคหลายชนิดที่เติบโตได้ดีในช่วงเวลานี้ด้วย ดูหน่อยกับข้อมูลทางการแพทย์แนะนำให้ดูแลสุขภาพเพื่อการป้องกันโรคที่มากับฤดูฝนอย่างไรบ้าง

การรับประทานอาหารปรุงสุกใหม่

การต้ม นึ่ง ทอด อบ เป็นเทคนิคทำอาหารสุกด้วยกระบวนการความร้อน ที่ต้องใส่ใจอย่างมากในฤดูฝน เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการปนเปื้อนของแบคทีเรียที่อาจก่อโรคได้ ทั้งนี้ รวมถึงการทำความสะอาดอุปกรณ์ เช่น ช้อนส้อม จานชาม แก้วน้ำ ให้สะอาดทุกครั้ง ก่อนใส่อาหารและเครื่องดื่ม

อย่าลืมว่าในฤดูฝนมีปริมาณของแมลงวันที่เป็นพาหะนำโรคมากกว่าปกติ จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อภายในระบบทางเดินอาหาร จนเกิดภาวะอาหารเป็นพิษ ท้องเสีย ถ่ายเหลว ปวดบิด เป็นไข้ หากมีอาการมาก จะทำให้คลื่นไส้อาเจียน หรือทำให้มีอาการช็อกเป็นอันตรายร้ายแรงได้

ไม่เดินเหยียบย่ำบริเวณที่มีน้ำขัง

ปัญหาที่มากับน้ำขังในฤดูฝน นอกจากเป็นโรคผิวหนังอักเสบ อย่างฮ่องกงฟุต กลากเกลื้อน ที่ต้องใช้ยาทาและยารับประทานรักษาแล้ว ยังรวมไปถึงโรคฉี่หนูหรือโรคเลปโตสไปโรซีสที่มากับน้ำท่วมขังที่มีฉี่ของหนูปะปนอยู่ เช่น ย่านตลาดสด ถนนสาธารณะ ซึ่งจะทำให้มีอาการเป็นไข้สูง ปวดศีรษะปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณช่วงขาและน่อง หากมีอาการรุนแรงอาจจะถึงภาวะไตวายและเสียชีวิตได้ด้วย

สวมใส่หน้ากากและหลีกเลี่ยงที่ที่มีคนจำนวนมาก

การใส่หน้ากากและเลี่ยงการอยู่ในที่ผู้คนแออัด จะป้องกันการติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยในฤดูฝนอย่างโรคหวัด คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดติดเชื้อ ฯลฯ ได้ ซึ่งปัจจุบันยังมีเรื่องของภาวะไวรัสโควิด-19 ระบาด ที่อาจจะทำให้คุณเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยขั้นร้ายแรงจนเสียชีวิตได้ หลักการที่ดีคือ ยึดแนวทางตามเทคนิค Social Distance, ล้างมือบ่อย ๆ และสวมหน้ากาก เพื่อการป้องกันตัวเองและลดการกระจายเชื้อสู่ผู้อื่นได้อีกด้วย

ไม่อยู่ในพื้นที่มีความเสี่ยงน้ำขังสกปรกหรือตามที่มีหญ้ารกสูง

ในพื้นที่มีน้ำขังหรือที่มีหญ้าขึ้นรกสูง จะเป็นจุดเสี่ยงต่อโรคที่มียุงเป็นพาหะ เช่น โรคไข้เลือดออก โรคไข้สมองอักเสบ Japanese encephalitis โรคมาลาเรีย ฯลฯ จะทำให้มีอาการไข้ ปวดศีรษะ อาเจียน และยังมีอาการเฉพาะทางอีกหลายอย่าง หากปล่อยไว้อาจจะทำให้เกิดภาวะอวัยวะภายในล้มเหลวกระทั่งเสียชีวิตได้ สิ่งที่ควรทำ คือ ต้องร่วมมือกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และหลีกเลี่ยงการเข้าสู่พื้นที่เสี่ยง

เหตุผลที่ควรฝึกสติเพื่อบำบัดโรคหรือปรับร่างกายเข้าสู่ภาวะสมดุล

เหตุผลที่ควรฝึกสติเพื่อบำบัดโรคหรือปรับร่างกายเข้าสู่ภาวะสมดุล

การฝึกสติ คือ การทำอะไรแล้วรู้ตัวหรือไม่ฟุ้งซ่านเตลิดไป หากเปรียบเทียบกับการทำสมาธิ สติเสมือนการจับตะปูมาจ่อ ส่วนสมาธิเสมือนกับตอกตะปูให้ลึกเข้าไป หมายความว่า เป็นกระบวนการย้อนอดีตว่าเกิดอะไรขึ้น จากนั้นย้อนกลับมาปัจจุบันเพื่อที่จะตรวจว่าความรู้สึกและสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง เช่น เจ็บ ปวด หิว เป็นต้น ซึ่งคนที่ฝึกสติมาก ๆ จะรู้ตัวตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ เราจึงมาบอกเหตุผลพร้อมวิธีการฝึกสติบำบัดโรคให้คุณได้รับรู้ ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์กับผู้ฝึกแน่นอน

เปลี่ยนโครงสร้างการทำงานของสมอง

การฝึกสติบำบัดโรคได้รับการศึกษาวิจัยพบว่า สามารถปรับคลื่นสมองให้เป็นปกติได้ นอกจากนี้ยังรักษาโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวลและโรคบาดแผลทางใจที่รับผลกระทบจนถึงปัจจุบัน และเมื่อมีการใช้ยาควบคู่กับสติบำบัด ก็สามารถที่จะรักษาอาการและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้สูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงแนวโน้มในระยะยาว จะทำให้สามารถหยุดยาต่าง ๆ ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ การฝึกสติ ไม่ว่าจะเป็นแบบเถรวาท ทิเบต ญี่ปุ่น หรือแบบต่าง ๆ ส่งผลให้เรียนดี จนทำให้รอบมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดมีศูนย์สอนการฝึกสติหลายสิบแห่งล้อมรอบ ทำให้อาจารย์และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ที่เก่งอยู่แล้ว ก็ชอบมาฝึกมาก โดยที่ผู้สอนฝึกไม่ใช่มีแต่ทางตะวันออกเท่านั้นเพราะมีชาวอเมริกาไปฝึกแล้วมาสอนต่อนั่นเอง

รักษาโรคทางกาย

วงการแพทย์ได้พิสูจน์ว่าการฝึกสติช่วยรักษาได้สารพัดโรค เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ เป็นต้น หากได้ฝึกสติก็จะทำให้ระดับน้ำตาลและความดันโลหิตลดลง ชีพจรเป็นจังหวะมากขึ้น ระบบฮอร์โมนหลั่งอย่างพอดี บำบัดอาการนอนไม่หลับโดยไม่ต้องพึ่งยา นอกจากนี้ การฝึกสติยังเหมาะสมกับคนที่ดูแลผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีการฝึกสติเพื่อบำบัดโรคหรือปรับร่างกายเข้าสู่ภาวะสมดุล

ฝึกสติด้วยการหายใจ (breathing) เริ่มต้นด้วยการหายใจเข้าช้า ๆ ขณะที่กำลังหายใจเข้าให้รู้ตัว จากนั้นให้หายใจออกอย่างผ่อนคลาย บางคนอาจจะฝึกสติด้วยการหายใจจากการนั่งสมาธิ (breathing meditation) วันละ 50 นาที นอกจากนี้หากได้นั่งสมาธินาน ๆ แบบไม่ยอมเปลี่ยนท่ายังเป็นการฝึกรับรู้ความเจ็บปวดโดยการเอาจิตไปเพ่งที่ความเจ็บปวดจนกระทั่งความทุรนทุรายหายไป ถือว่าสามารถแยกกายกับใจได้ดี

การดูท่าทางของตัวเอง (posture) ในปัจจุบัน เช่น ตอนนี้กำลังนั่ง กำลังยืน กำลังเดิน กำลังนอน รวมถึงการรับรู้จากตาว่าได้เห็นอะไร หู ได้ยินอะไร จมูก ได้กลิ่นอะไร ลิ้น ได้รับรู้รสอะไร ผิวหนัง สัมผัสอะไร และใจ รู้สึกอะไร โดยไม่มีความคิดปรุงแต่ง ซึ่งเป็นการมีแค่สติเท่านั้น

เคลื่อนไหว (mindful movement) ด้วยการหายใจเข้าออกอย่างช้า ๆ อย่างมีสติพร้อมกับการเคลื่อนไหวร่างกาย อาจจะทำโยคะ ไทเก็ก หรือ ชี่กง ก็ได้ กรณีที่มีการฝึกเก่งแล้ว สามารถไปต่อยอดการเคลื่อนไหวอย่างอื่น เช่น การเดิน การวิ่ง ว่ายน้ำ เป็นต้น

การแผ่เมตตา (Sharing Loving Kindness) คือ การฝึกสติอย่างหนึ่งที่แผ่ไปยังผู้อื่นเพื่อให้เขาได้รับความสุขเช่นเดียวกับคนที่ฝึกสติด้วยการแผ่เมตตา

เหตุผลการฝึกสติบำบัดโรคที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้น ทำให้กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขของไทยได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง และมีการพัฒนาเป็นหลักสูตรเพื่อให้คนได้มาอบรมที่มีเกณฑ์วัดผลและรับใบรับรองประกาศนียบัตร จะได้ทำหน้าที่ไปฝึกสติบำบัดต่อ ปรากฏว่าคนที่มาอบรมไม่ใช่มีเฉพาะคนไทยเท่านั้น เนื่องจากมีชาวไต้หวัน ศรีลังกา พม่า แคนาดา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ประเทศต่าง ๆ ในยุโรป อเมริกา และ ญี่ปุ่น

ดังนั้น ควรฝึกสติอยู่เสมอ เพื่อให้ร่างกายเกิดภาวะสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจ ส่งผลดีทุกด้าน จะทำการงานหรือเรียนหนังสือ ขับรถยนต์หรือเล่นกีฬา และกิจวัตรอื่น ๆ ล้วนได้ประโยชน์อย่างมาก

นวัตกรรมตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ผู้ป่วยเบาหวานเลิกเจาะปลายนิ้วทุกวัน

ทราบกันดีว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานต้องตรวจระดับน้ำตาลในเลือดทุกวัน โดยเจาะปลายนิ้วหยดเลือดลงบนแถบทดสอบของเครื่องตรวจน้ำตาลและอ่านค่าด้วยตนเองที่บ้าน ผู้ป่วยหลายคนคงโล่งใจที่ในอนาคตอันใกล้จะมีทางออกสำหรับคนกลัวเจ็บ นั่นคือนวัตกรรมเครื่องตรวจคลื่นหัวใจชนิดสวมใส่ได้ อาจมาแทนที่การทดสอบเลือดจากปลายนิ้วมือ เพื่อติดตามระดับน้ำตาลในเลือด โดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ช่วยให้ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดได้แบบไม่ต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัวอีกต่อไป

ทำไมถึงต้องต้องเจาะเลือดที่ปลายนิ้ว

เหตุผลของการเจาะเลือดปลายนิ้วตรวจเลือดหาระดับน้ำตาลที่ปลายนิ้วเพื่อหาแนวโน้มที่ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรือสูงเกินควร ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีความเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้เป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ เมื่อรู้สภาวะร่างกายของตัวเองจะง่ายในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมช่วยควบคุมเบาหวานให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นการเจาะหลอดเลือดแดงฝอย แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับหลายคนที่กลัวเข็ม บางคนนิ้วระบมไปหมด แต่ก็ยังต้องตรวจเลือดเป็นประจำเพื่อสามารถดูแลตัวเองให้ดี

ไม่นานมานี้ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอร์วิกในอังกฤษได้พัฒนาระบบเซนเซอร์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ที่ตรวจจับระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อเตือนสัญญาณอันตรายจากภาวะน้ำตาลต่ำ เพิ่มความมั่นใจให้ผู้ป่วยและมีแรงจูงใจที่จะดูแลตัวเองให้ดีขึ้น เทคโนโลยีใหม่ไม่ต้องเจาะเลือดปลายนิ้ว แต่ดูจากเครื่องวัดการเต้นของหัวใจของผู้ป่วยแทน วิธีการคือใช้ข้อมูลคลื่นไฟฟ้าหัวใจของผู้ป่วยเป็นต้นแบบให้ระบบคอมพิวเตอร์จดจำและอ่านค่าน้ำตาลปกติของผู้ป่วย เพื่อดูแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาล สามารถประเมินอาการที่บ่งบอกว่ามีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรือสูงในขณะนั้น

ทั้งนี้ การตรวจเลือดวันละ 2 ครั้งมีความสำคัญมาก จะช่วยให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ดีและป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานเกิดภาวะฉุกเฉินที่มีอาการใจสั่น ชัก และโคม่า เสี่ยงอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ขณะนี้การทดสอบระบบเซนเซอร์ตรวจจับคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อวัดระดับน้ำตาลในเลือดโดยอัตโนมัติใช้ได้ผลในเบื้องต้น เทคโนโลยีมีความน่าเชื่อถือถึง 82% แต่ยังต้องมีการศึกษาวิจัยและทดสอบประสิทธิผลก่อนจะนำมาใช้จริง นวัตกรรมเครื่องตรวจระดับน้ำตาลใช้แทนที่เข็มเจาะเลือดปลายนิ้วจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยวัยเด็ก ถึงจะอายุน้อยก็ป่วยเป็นโรคเบาหวานได้

การรักษาเบาหวานชนิดที่ 1 จำเป็นต้องเจาะเลือดปลายนิ้ววันละ 2-4 ครั้ง ร่วมกับการฉีดฮอร์โมนอินซูลินวันละ 3-4 ครั้ง ส่วนเบาหวานชนิดที่ 2 โชคดีกว่าเพราะแค่รับประทานยากระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน หากไม่ได้รับการรักษาอาจส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย ขาดสารอาหาร ไตเสื่อม จอประสาทตาเสื่อม หรืออาการรุนแรงที่อาจเกิดอันตรายขึ้นได้

นวัตกรรมเทคโนโลยีเซนเซอร์คลื่นหัวใจจึงเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ทีมนักวิทยาศาสตร์กำลังพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เพื่อที่จะปรับให้ใช้งานได้ทุกสถานการณ์ แม้กระทั่งตอนนอนหลับ ไม่ต้องเจ็บปวดกับการเจาะเลือดปลายนิ้วมืออีกต่อไป

นวัตกรรมตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ผู้ป่วยเบาหวานเลิกเจาะปลายนิ้วทุกวัน

เทคนิคลดหน้าท้องที่ใคร ๆ ก็ทำได้

เทคนิคลดหน้าท้องที่ใคร ๆ ก็ทำได้

ปัญหาหน้าท้องมีส่วนเกินหรือมีพุง เป็นสิ่งที่รบกวนความมั่นใจ โดยเฉพาะหนุ่มสาวที่ต้องการใส่ชุดโชว์รูปร่าง หากมีส่วนเกินหรือพุงยื่น ก็ต้องหาวิธีแก้ไขแบบถูกวิธีและปลอดภัย ดังที่เรารวบรวมมาดังนี้

ลดพุงได้ง่ายๆ ตามเทคนิค ดังนี้

1. งดกินของทอด

ของที่ทอดร้อน ๆ เช่น ลูกชิ้นทอด ไก่ทอด หนังหมู หนังปลาทอดกรอบ เรียกว่าเป็นของที่กระตุ้นน้ำลายและทำให้เพลินกับการรับประทานง่าย ๆ จนทำให้หน้าท้องยื่นได้ในเวลาไม่กี่สัปดาห์ แนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงเมนูเหล่านี้ และหันไปรับประทานอาหารที่ทำจากการนึ่งต้มและไม่มีส่วนของไขมันสัตว์ เช่น หนังหมู หนังไก่ เป็นต้น จะลดปริมาณพลังงานและไขมันสะสมในร่างกายคุณได้แน่นอน

2. งดเครื่องดื่มหวานจัด

ปัจจุบันร้านค้ามากมายขายเครื่องดื่มหวานที่รสชาติอร่อยและกลิ่นหอมน่าดึงดูดใจ ซึ่งคนรุ่นใหม่จำนวนมากมีอาการติดเครื่องดื่มหวาน เช่น ชานมไข่มุก กาแฟปรุงสำเร็จ น้ำผลไม้ผสมน้ำเชื่อมปั่น ฯลฯ ซึ่งทางการแพทย์พบว่าทำให้เพิ่มไขมันที่หน้าท้อง และในระบบเส้นเลือดด้วย และยังส่งผลให้เป็นโรคเบาหวานตั้งแต่อายุน้อยได้ ดังนั้น ต้องปรับพฤติกรรมการรับประทาน คือ เปลี่ยนเป็นเครื่องดื่มที่หวานน้อย หรือดื่มน้ำเปล่าจะดีที่สุด

3. งดน้ำอัดลมและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เครื่องดื่มกลุ่มนี้มีปริมาณน้ำตาลและเกลือแร่หลายชนิดที่ส่งผลเสียต่อสมดุลร่างกาย ทำให้น้ำหนักของคุณเพิ่มได้ 2-3 กิโลกรัมในไม่กี่เดือนหากดื่มต่อเนื่องเป็นประจำ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าผู้ที่ต้องการลดพุง ต้องหยุดการบริโภคเครื่องดื่มเหล่านี้ และหันไปดื่มชาเพื่อสุขภาพเพื่อการกำจัดของเสียออกจากร่างกาย และช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพด้วย

4. เพิ่มไฟเบอร์

การรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ขนมปังโฮลวีต ข้าวไม่ขัดสี ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ หรือผักผลไม้ที่มีกากใยมาก เช่น ส้ม แอปเปิล เผือกมัน ข้าวโพด สัปปะรด ฯลฯ จะช่วยในการควบคุมอาการหิวระหว่างมื้อได้ดีขึ้น จะช่วยลดพฤติกรรมกินอาหารจุกจิก ทั้งนี้ หากรับประทานช่วงท้องว่างก่อนการรับประทานอาหารมื้อหลัก จะทำให้อิ่มเร็วขึ้นและทำให้ร่างกายได้รับวิตามินจากผักผลไม้ดีขึ้นด้วย

5. การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ระบบเผาผลาญร่างกายดีขึ้น ซึ่งจะทำให้ไขมันสะสมทั้งตามแขนขาหน้าท้องลดลงได้พร้อม ๆ กัน และหากทำท่าซิตอัพวันละ 20 นาที ก็จะช่วยให้เห็นผลดีขึ้น

ทุกเทคนิคที่กล่าวมา หากทำเป็นประจำจะทำให้คุณปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างถาวร ซึ่งนอกจากทำให้หน้าท้องส่วนเกินหายไปแล้ว ยังทำให้บุคลิกของคุณดีขึ้น มีความมั่นใจ และทำให้สุขภาพโดยรวมแข็งแรงขึ้นด้วย เราหวังว่าทุกท่านจะได้รับแนวทางที่ดี เพื่อนำไปปรับใช้ลดพุงกันต่อไป

ลดพุงได้ง่ายๆ ตามเทคนิค

น้ำตาล ภัยร้ายที่มาพร้อมกับความหวาน

น้ำตาล ภัยร้ายที่มาพร้อมกับความหวาน

ในชีวิตประจำวันของคนเรา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเราบริโภคน้ำตาลแทบทุกวันเพื่อใช้กับพลังงานในร่างกาย น้ำตาลอยู่ในส่วนผสมของสิ่งที่เรารับประทานเข้าไปไม่ว่าจะเป็นอาหาร ของหวานล้วนมีน้ำตาลเป็นส่วนผสมด้วยกันทั้งนั้น โดยที่ไม่รู้เลยว่าน้ำตาลที่เราได้รับในแต่ละวันนั้นเพียงพอหรือเกินความจำเป็นต่อร่างกายหรือไม่

ในพฤติกรรมของคนที่หันมาบริโภคเครื่องดื่มเพื่อชูกำลังหรือตามไลฟ์สไตล์ของความนิยมที่มากขึ้นคนวัยทำงาน ซึ่งเมนูที่บริโภคมากที่สุดได้แก่ น้ำอัดลม ชานมไข่มุก กาแฟ ที่พ่วงมาด้วยของหวานเพื่อความเพลิดเพลิดได้อรรถรสในการรับประทาน โดยหารู้ไม่ว่านั่นคือที่มาของโรคต่าง ๆ และส่งผลต่อร่างกายได้ในอนาคต สิ่งที่เราควรรู้ก็คือการรับประทานรสชาติหวานที่พอเหมาะต่อความจำเป็นของร่างกาย

ประเภทของน้ำตาล

น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ได้แก่ กลูโคส ฟรุกโตส และกาแลกโตส

น้ำตาลโมเลกุลคู่ ได้แก่ มอลโตส ซูโครส (น้ำตาลทราย) และน้ำตาลแลคโตส

ปริมาณที่เหมาะสมสำหรับร่างกายควรได้รับ

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนเรามีน้ำหนักเพิ่มขึ้น เกิดโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจขาดเลือดที่ตามมา เกิดจากการบริโภคน้ำตาลมากเกินความจำเป็นที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน ปริมาณที่คนเราควรได้รับต่อวันอยู่ที่ 6 ช้อนชาต่อวัน หรือ ปริมาณ 24 กรัม ต่อวัน

สารอาหารหลักที่ทำให้เกิดระดับน้ำตาลในเลือด

สารอาหารที่ทำให้เกิดน้ำตาลในเลือดสูงมาจากการที่คนเราบริโภคอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตปริมาณมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ คาร์โบไฮเดรตมาจาก ข้าว ผักบางชนิด ผลไม้ ธัญพืช เป็นต้น

หากรับประทานเกินความจำเป็นจะส่งผลต่อร่างกายอย่างไร

น้ำหนักเพิ่มขึ้นทำให้สูญเสียบุคลิกภาพที่ดี เมื่อรับประทานน้ำตาลมากเกินไปก็จะทำให้เกิดความหิวอย่างอื่นตามมา อาจทำให้ร่างกายเสพติดความหวานซึ่งเกินความจำเป็นทำให้อ้วนได้ง่าย เมื่อมีไขมันสะสมในร่างกายตามหน้าท้องมาก ก็จะส่งผลให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ตับอ่อนต้องทำงานมากขึ้นในการผลิตอินซูลินออกมามากกว่าที่ควร เมื่อนานวันเข้าจะไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เพียงพอ ก็จะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง เกิดเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้

ทำให้ใบหน้าแก่ก่อนวัย เมื่อร่างกายได้รับน้ำตาลมากเกินไปทำให้คอลลาเจนในร่างกายถูกทำลาย ก่อเกิดมาจากปฏิกิริยาของร่างกายทำให้ใบหน้าเกิดริ้วรอยที่เป็นที่มาของใบหน้าที่แก่เกินวัย

ทำให้เซลล์ในร่างกายเสื่อมสภาพได้ โครงสร้างส่วนปลายสุดของโครโมโซมมีส่วนที่เรียกว่าเทโลเมียร์ เมื่อรับประทานรสชาติหวานมากเกินไป ส่วนของโคโมโซมจะหดสั้นลงทำให้เซลล์ในร่างกายเสื่อมสภาพลงเร็วกว่าปกติหากรับประทานรสหวานมากเกินไป

ในการรับประทานน้ำตาล เครื่องดื่มหรืออาหารที่มีรสชาติหวาน ควรที่จะดูปริมาณของน้ำตาลเพื่อรับประทานให้เหมาะสมโดยไม่มากจนเกินไปเพราะจะส่งผลต่อการทำงานของร่างกาย ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมารวมถึงทำให้แก่ก่อนวัยและน้ำหนักที่มากขึ้นกลายเป็นโรคอ้วนและโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้

สารอาหารหลักที่ทำให้เกิดระดับน้ำตาลในเลือด

เทคนิคการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ

เทคนิคการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ

ในยุคปัจจุบันที่มีสื่อมากมาย โลกมีนวัตกรรมที่กำเนิดมาเพื่อตอบสนองความสะดวกสบายของมนุษย์ ส่งผลให้มนุษย์เราเสพติดความสะดวกสบาย ทำให้หลงลืมการพักผ่อน ทำให้เกิดภาวะ “หลับยาก” ขึ้นในทุกที

เมื่อประกอบกับการทำงานที่ทำให้เกิดความเครียด ความวิตกกังวล และหลายคนก็นำเรื่องเหล่านั้นกลับมาที่บ้านด้วย ก็ยิ่งทำให้นอนหลับยากมากยิ่งขึ้น บางรายถึงขั้นต้องพึ่งยานอนหลับกันเลยทีเดียว

4 เทคนิค ทำให้นอนหลับได้อย่างมีคุณภาพ

ฟังเพลงสบาย ๆ ก่อนนอน

เราคงเคยได้ยินคำว่า “ดนตรีบำบัด” ดังนั้นแล้ว วิธีง่าย ๆ หากเรามีภาวะนอนไม่หลับ มีเรื่องต้องคิดกังวลก่อนนอน ให้เปิดเพลงบรรเลงเบา ๆ หรือธรรมมะบรรยาย ฟังก่อนนอน ซึ่งในปัจจุบันนี้ก็สามารถหาฟังได้ง่าย ๆ จากช่องทางต่าง ๆ อาทิเช่น ยูทูป หรือ แอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่มีมารองรับ ทั้งนี้ เพลงเบา ๆ จะช่วยให้คลื่นสมองของเราสามารถปรับเข้าสู่ความสงบ และช่วยให้เราลืมเรื่องที่กังวลและสามารถนอนหลับได้

เขียนไดอารี่ หรืออ่านหนังสือเบาสมอง

เนื่องจากในแต่ละวัน คนเราต้องเจอเรื่องราวมากมาย ที่อาจจะมีทั้งเรื่องที่ดีและเรื่องที่เราไม่พอใจ ดังนั้นการเขียนไดอารี่ จะช่วยให้เราสามารถระบายสิ่งที่อยู่ในใจออกมาได้ แล้วทำให้เราได้ผ่อนคลาย หรือหากคุณเป็นคนที่ไม่ชอบการเขียนก็อาจจะหาหนังสือเบาสมองสักเล่มมาไว้ข้างหมอน ว่ากันว่าหนังสือคือยานอนหลับชั้นดี การอ่านหนังสือดีดีสักเล่ม ก็อาจจะช่วยให้เราสามารถนอนหลับได้ง่ายและสนิทมากขึ้นด้วย

ไม่ทานอาหารหนัก หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน

คนเราไม่ควรทานอาหารมื้อหนักหลังช่วงเวลา 18.00น. เพราะหลังรับประทานอาหารร่างกายต้องใช้เวลาในการย่อย 2-3ชั่วโมง หากเราทานอาหารดึกเกินไป จะทำให้ร่างกายทำงานหนักก่อนนอน และอาจส่งผลให้เป็นสาเหตุของโรคกรดไหลย้อนตามมาอีกด้วย นอกจากอาหารแล้ว การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนก็มีผลต่อการนอนหลับเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ชา กาแฟ เครื่องดื่มสำเร็จรูปบางชนิด สารเหล่านี้จะส่งผลต่อร่างกายนานถึง 4-6ชั่วโมง ดังนั้น หลังจาก 16.00 ไปแล้ว เราไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เพราะจะทำให้หลับยากขึ้นนั่นเอง

4 เทคนิค ทำให้นอนหลับได้อย่างมีคุณภาพ

ออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเบา ๆ ในช่วงเย็น จะช่วยให้เรานอนหลับได้ง่ายและหลับลึกขึ้น เพราะว่าร่างกายได้ใช้พลังงานกับการออกกำลัง ทำให้หลั่งฮอร์โมนแห่งความสุข และไปกระตุ้นต่อมใต้สมองให้ร่างกายต้องการจะพักผ่อนมากยิ่งขึ้น แต่มีข้อควรระวังคือ ไม่ควรออกกำลังกายหนักจนเกินไป และห่างจากเวลาที่จะเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ไม่เช่นนั้นอาจจะทำให้นอนหลับยากกว่าเดิม

การนอนหลับที่เพียงพอจะช่วยให้ร่างกายมีความสมดุล และตื่นมาพร้อมกับความสดชื่น สดใส และหากเรานอนไม่หลับจริง ๆ การมีตัวช่วยเช่น ชาคาโมมายล์อุ่น ๆ นมร้อน ๆ หรือเทียนหอม ที่ช่วยให้บรรยากาศในห้องนอนอบอวลไปด้วยกลิ่นที่ช่วยในการนอนหลับ หรือหากนอนหลับยากหรือนอนไม่หลับติดต่อกัน ก็ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้อง

วิธีการสร้างสุขภาพดีตลอดปี 2019

วิธีการสร้างสุขภาพดีตลอดปี 2019

การใส่ใจสุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญในทุกวัย เพราะจะทำให้มีประสิทธิภาพในการทำงานที่ดียิ่งขึ้น ลดจำนวนครั้งและความรุนแรงของการเจ็บป่วยที่ทำให้เสียค่าใช้จ่ายและบั่นทอนคุณภาพชีวิตได้

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมวิธีการสร้างสุขภาพที่ดีตลอดปี เพื่อให้ทุกท่านได้นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ดังนี้

1. การหัวเราะบ่อย ๆ ผู้ที่อารมณ์ดีหัวเราะง่าย นอกจากจะมีสุขภาพจิตที่ดีแล้ว ยังมีการวิจัยพบว่าทำให้สุขภาพร่างกายดีขึ้นด้วย กล่าวคือ การหัวเราะจะกระตุ้นให้หัวใจมีอัตราการเต้นที่เร็วขึ้น เส้นเลือดขยายตัว ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นได้ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ และจะเกิดการหลั่งสารเคมีแห่งความสุขที่ทำให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าได้ตลอดวันด้วย

2. การดูแลสุขอนามัยในช่องปากอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการแปรงฟัน ใช้น้ำยาบ้วนปาก ใช้ไหมขัดฟัน ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ เพราะนอกจากจะช่วยลดจำนวนของคราบพลัคและการสะสมแบคทีเรีย ที่ทำให้เกิดปัญหาโรคเหงือกและฟันแล้ว ยังพบว่าการดูแลความสะอาดในช่องปากอย่างดี จะช่วยป้องกันความเสี่ยงของโรคมะเร็งในสมองและมะเร็งที่ลำคอได้ทั้งนี้ มีการเก็บสถิติพบว่า ผู้ที่มีโรคทางทันตกรรมจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในตำแหน่งดังกล่าวมากกว่าคนทั่วไปถึง 4 เท่าเลยทีเดียว

3. การดื่มน้ำชาเป็นประจำ อย่างน้อยวันละ 3 แก้ว จะช่วยลดความเสี่ยงโรคเส้นเลือดในสมองอุดตันได้ เนื่องจากในชาจะมีสารชื่อ EGCG ที่มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระและมีกรดอะมิโนธีโอนิน ที่ช่วยขยายเส้นเลือดที่สมองและเส้นเลือดแดงได้ จึงลดความเสี่ยงการเป็นโรคอัมพฤกษ์หรือเส้นเลือดอุดตัน

4. การฝึกสมาธิ เป็นการบริหารความเครียดที่ได้ผล และมีการวิจัยพบว่าช่วยปรับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายและอวัยวะต่าง ๆ ให้ทำงานได้อย่างสมดุลยิ่งขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเครียด ซึมเศร้า มะเร็ง ความดันโลหิต ฯลฯ ได้

5. การออกกำลังกาย ด้วยการ เดิน ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิก วันละ 30 นาที เป็นประจำ จะช่วยลดปัญหาโรคอ้วน ไขมันอุดตันในเส้นเลือด ลดความดันและภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้อย่างเห็นผล

6. การนวดคลายเส้น จะทำให้ได้ยืดเส้นคลายกล้ามเนื้อและลดความรุนแรงของโรคออฟฟิศซินโดรม หรืออาการปวดหลังไหล่ที่เกิดจากการทำงานหนัก หรือนั่งทำงานอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานได้ ทั้งนี้ ผู้ที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อน

วิธีการดูแลสุขภาพที่กล่าวมาเป็นสิ่งสำคัญ หากนำไปปรับใช้ในประจำวันได้ จะทำให้มีสุขภาพดีและมีความสุขในชีวิตประจำวันมากขึ้น

การนวดคลายเส้น จะทำให้ได้ยืดเส้นคลายกล้ามเนื้อ