เหตุผลที่ควรฝึกสติเพื่อบำบัดโรคหรือปรับร่างกายเข้าสู่ภาวะสมดุล

เหตุผลที่ควรฝึกสติเพื่อบำบัดโรคหรือปรับร่างกายเข้าสู่ภาวะสมดุล

การฝึกสติ คือ การทำอะไรแล้วรู้ตัวหรือไม่ฟุ้งซ่านเตลิดไป หากเปรียบเทียบกับการทำสมาธิ สติเสมือนการจับตะปูมาจ่อ ส่วนสมาธิเสมือนกับตอกตะปูให้ลึกเข้าไป หมายความว่า เป็นกระบวนการย้อนอดีตว่าเกิดอะไรขึ้น จากนั้นย้อนกลับมาปัจจุบันเพื่อที่จะตรวจว่าความรู้สึกและสถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง เช่น เจ็บ ปวด หิว เป็นต้น ซึ่งคนที่ฝึกสติมาก ๆ จะรู้ตัวตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ เราจึงมาบอกเหตุผลพร้อมวิธีการฝึกสติบำบัดโรคให้คุณได้รับรู้ ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์กับผู้ฝึกแน่นอน

เปลี่ยนโครงสร้างการทำงานของสมอง

การฝึกสติบำบัดโรคได้รับการศึกษาวิจัยพบว่า สามารถปรับคลื่นสมองให้เป็นปกติได้ นอกจากนี้ยังรักษาโรคซึมเศร้า โรควิตกกังวลและโรคบาดแผลทางใจที่รับผลกระทบจนถึงปัจจุบัน และเมื่อมีการใช้ยาควบคู่กับสติบำบัด ก็สามารถที่จะรักษาอาการและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำได้สูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงแนวโน้มในระยะยาว จะทำให้สามารถหยุดยาต่าง ๆ ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ การฝึกสติ ไม่ว่าจะเป็นแบบเถรวาท ทิเบต ญี่ปุ่น หรือแบบต่าง ๆ ส่งผลให้เรียนดี จนทำให้รอบมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดมีศูนย์สอนการฝึกสติหลายสิบแห่งล้อมรอบ ทำให้อาจารย์และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ที่เก่งอยู่แล้ว ก็ชอบมาฝึกมาก โดยที่ผู้สอนฝึกไม่ใช่มีแต่ทางตะวันออกเท่านั้นเพราะมีชาวอเมริกาไปฝึกแล้วมาสอนต่อนั่นเอง

รักษาโรคทางกาย

วงการแพทย์ได้พิสูจน์ว่าการฝึกสติช่วยรักษาได้สารพัดโรค เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ เป็นต้น หากได้ฝึกสติก็จะทำให้ระดับน้ำตาลและความดันโลหิตลดลง ชีพจรเป็นจังหวะมากขึ้น ระบบฮอร์โมนหลั่งอย่างพอดี บำบัดอาการนอนไม่หลับโดยไม่ต้องพึ่งยา นอกจากนี้ การฝึกสติยังเหมาะสมกับคนที่ดูแลผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีการฝึกสติเพื่อบำบัดโรคหรือปรับร่างกายเข้าสู่ภาวะสมดุล

ฝึกสติด้วยการหายใจ (breathing) เริ่มต้นด้วยการหายใจเข้าช้า ๆ ขณะที่กำลังหายใจเข้าให้รู้ตัว จากนั้นให้หายใจออกอย่างผ่อนคลาย บางคนอาจจะฝึกสติด้วยการหายใจจากการนั่งสมาธิ (breathing meditation) วันละ 50 นาที นอกจากนี้หากได้นั่งสมาธินาน ๆ แบบไม่ยอมเปลี่ยนท่ายังเป็นการฝึกรับรู้ความเจ็บปวดโดยการเอาจิตไปเพ่งที่ความเจ็บปวดจนกระทั่งความทุรนทุรายหายไป ถือว่าสามารถแยกกายกับใจได้ดี

การดูท่าทางของตัวเอง (posture) ในปัจจุบัน เช่น ตอนนี้กำลังนั่ง กำลังยืน กำลังเดิน กำลังนอน รวมถึงการรับรู้จากตาว่าได้เห็นอะไร หู ได้ยินอะไร จมูก ได้กลิ่นอะไร ลิ้น ได้รับรู้รสอะไร ผิวหนัง สัมผัสอะไร และใจ รู้สึกอะไร โดยไม่มีความคิดปรุงแต่ง ซึ่งเป็นการมีแค่สติเท่านั้น

เคลื่อนไหว (mindful movement) ด้วยการหายใจเข้าออกอย่างช้า ๆ อย่างมีสติพร้อมกับการเคลื่อนไหวร่างกาย อาจจะทำโยคะ ไทเก็ก หรือ ชี่กง ก็ได้ กรณีที่มีการฝึกเก่งแล้ว สามารถไปต่อยอดการเคลื่อนไหวอย่างอื่น เช่น การเดิน การวิ่ง ว่ายน้ำ เป็นต้น

การแผ่เมตตา (Sharing Loving Kindness) คือ การฝึกสติอย่างหนึ่งที่แผ่ไปยังผู้อื่นเพื่อให้เขาได้รับความสุขเช่นเดียวกับคนที่ฝึกสติด้วยการแผ่เมตตา

เหตุผลการฝึกสติบำบัดโรคที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้น ทำให้กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขของไทยได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง และมีการพัฒนาเป็นหลักสูตรเพื่อให้คนได้มาอบรมที่มีเกณฑ์วัดผลและรับใบรับรองประกาศนียบัตร จะได้ทำหน้าที่ไปฝึกสติบำบัดต่อ ปรากฏว่าคนที่มาอบรมไม่ใช่มีเฉพาะคนไทยเท่านั้น เนื่องจากมีชาวไต้หวัน ศรีลังกา พม่า แคนาดา ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ประเทศต่าง ๆ ในยุโรป อเมริกา และ ญี่ปุ่น

ดังนั้น ควรฝึกสติอยู่เสมอ เพื่อให้ร่างกายเกิดภาวะสมดุลทั้งร่างกายและจิตใจ ส่งผลดีทุกด้าน จะทำการงานหรือเรียนหนังสือ ขับรถยนต์หรือเล่นกีฬา และกิจวัตรอื่น ๆ ล้วนได้ประโยชน์อย่างมาก

วิธีดูแลตัวเองแบบง่ายๆ ที่ทำให้ชีวิตคุณดีขึ้นได้แบบก้าวกระโดด

วิธีดูแลสุขภาพตัวเองให้ดีตลอดเวลา

เราทุกคนล้วนอยากให้ชีวิตของตัวเองมีความก้าวหน้าและประสบความสำเร็จด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งการที่จะพาตัวเองให้เดินไปถึงเป้าหมายที่แต่ละคนเรียกว่าสำเร็จนั้นเราต้องอาศัยปัจจัยหลาย ๆ ด้าน และหนึ่งในปัจจัยหลักนั้น ก็คือตัวเราเองที่เป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จที่ตั้งไว้ เรามาดูวิธีการดูแลตัวเองแบบง่าย ๆ ที่จะช่วยให้เรามีชีวิตที่เดินอยู่บนเส้นทางของความสำเร็จ และช่วยทำชีวิตให้ดีขึ้นได้แบบก้าวกระโดดกัน

สำรวจตัวเองและทำความรู้จักตัวเองให้มากพอ

ฟังดูอาจจะรู้สึกแปลก ๆ ตัวเราก็ต้องรู้จักตัวเราเองได้มากที่สุดแล้วสิ ใช่ ! ความจริงเราควรจะเป็นแบบนั้น แต่ด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่างในสังคมปัจจุบัน ทำให้เราเอาใจไปอยู่กับสิ่งอื่นที่น่าสนใจภายนอกมากกว่าใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ตื่นขึ้นมาอย่างแรกที่เราจะทำคือ การจับโทรศัพท์มือถือเพื่อเล่นโซเชียล เรียกได้ว่าใน 1 วันเรามีเวลาทบทวนและอยู่กับตัวเองไม่ถึง 30 นาทีด้วยซ้ำไป เราคอยแต่จะเติมตัวเองให้เต็มจากสิ่งของนอกกายแต่ละเลยความรู้สึกนึกคิดภายใน ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะวางโทรศัพท์มือถือลง แล้วลองอยู่กับตัวเองเงียบ ๆ แล้วทบทวนชีวิตที่ผ่านมา ทบทวนเป้าหมายชีวิตหรือความฝัน และสำรวจความคิดและพฤติกรรมที่เราเป็น เพื่อให้รู้เท่าทันความคิดตัวเอง เมื่อเรารู้จักตัวเองดีแล้ว ความคิดเราจะเป็นหางเสือกำหนดทิศทางชีวิตให้เราเดินไปในทางที่เราต้องการได้

ดูแลสุขภาพร่างกายตัวเองให้แข็งแรง

ฟังดูก็เป็นเรื่องปกติ ง่าย ๆ ที่ใคร ๆ ก็รู้ ใช่…การดูแลสุขภาพร่างกายของตัวเองให้แข็งแรงเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้ แต่ส่วนใหญ่ละเลย ใช้ชีวิตตามอารมณ์ในแต่ละวัน นอนดึก ไม่ออกกำลังกาย เที่ยวสนุกสนาน ทานอาหารและเครื่องดื่มที่บั่นทอนสุขภาพตัวเอง เรื่องเล็กน้อยที่มีผลกับสุขภาพของเราในระยะยาว หลายคนมั่นใจว่าตัวเองแข็งแรง ยังหนุ่มยังสาว บางคนกว่าจะรู้ตัวก็ป่วยหนักจนยากจะเยียวยารักษาได้แล้ว อย่าลืมว่าร่างกายคนเรานั้น เป็นหัวใจสำคัญที่จะพาเราเดินไปสู่ความสำเร็จ ต่อให้ใจสู้แค่ไหนถ้าร่างกายไม่แข็งแรง มีโรครุมเร้า ฝันทุกอย่างก็สลาย ไปไม่ถึงเป้าหมายอยู่ดี อย่ามัวแต่นั่งเชียร์บอลจนดึกดื่นหรือรุ่งเช้า สมัยนี้เข้ามีหน้าเว็บเช็คผลบอลเมื่อคืนให้ดูย้อนหลังกันเยอะแล้ว บางทีน่าจะเป็นคำตอบที่ดีกว่า รู้ผลเหมือนกันแถมไม่เสียสุขภาพด้วย

หาความรู้เพิ่มเติม และพาตัวเองออกไปรับประสบการณ์ใหม่ ๆ ตลอดเวลา

การอยู่กับสังคมเดิม ๆ อ่านหนังสือเล่มเดิม เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าสังคมอื่นเป็นอย่างไร หนังสือเล่มอื่นสนุกและเต็มไปด้วยความน่าสนใจ น่าตื่นเต้นมากขนาดไหน หากเราไม่อยากเกิดมาแล้วแก่ตายไปกับชีวิตที่น่าเบื่อหน่าย สิ่งที่คุณต้องทำคือการพาตัวเองออกไปสู่โลกกว้าง ไปเรียนรู้สิ่งใหม่ที่เรายังไม่เคยรู้ ในทุกประสบการณ์ของชีวิตจะผลักดันตัวเราเองให้ขึ้นไปอยู่ในจุดที่สูงกว่าเดิม อยู่ที่เราเลือกว่าจะกล้าเดินออกไปเผชิญกับมันไหม

การที่จะมีชีวิตที่ดีนั้น นอกจากตัวเราเองจะต้องเป็นคนที่ดีพร้อมด้วยสุขภาพ ความคิดและทัศนคติที่ดีแล้ว เรายังต้องเอาตัวเองไปอยู่ในสังคมที่ดีและสิ่งแวดล้อมที่ดีด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้จะพาให้เราไปสู่ชีวิตที่ดีและประสบความสำเร็จแบบก้าวกระโดดนั่นเอง

เคล็ดลับรักษาจิตใจในวันที่ความรักไปต่อไม่ได้แล้ว

เคล็ดลับรักษาจิตใจในวันที่ความรักไปต่อไม่ได้แล้ว

คุณคงได้ยินมาแล้วกับสุภาษิตไทยที่ว่า “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” ที่เป็นเช่นนี้เพราะคนส่วนใหญ่เมื่อมีการเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความรัก ก็มักจะคาดหวังว่าจะอยู่ยืนยาวไปจนชั่วชีวิต แน่นอนบางคู่ก็ทำได้และบางคู่ก็ทำไม่ได้ จึงจำเป็นต้องเลิกรากันไปแล้วจบลงด้วยความเจ็บปวด ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีวิธีการบอกเลิก พร้อมเคล็ดลับรักษาจิตใจสำหรับฝ่ายถูกบอกเลิกในวันที่ความรักไปต่อไม่ได้แล้ว ซึ่งมีอะไรบ้าง มาดูกัน

วิธีบอกเลิกอย่างถนอมน้ำใจสำหรับฝ่ายบอกเลิก

หลีกเลี่ยงการใช้โซเชียลมีเดีย

การบอกเลิกด้วยการใช้โซเชียลมีเดีย จะไม่สามารถรับรู้อารมณ์ของอีกฝ่ายหนึ่งได้เลยว่ารู้สึกอย่างไร บางทีอาจจะนำไปสู่ความแค้น อาฆาตพยาบาทได้ ทางที่ดีควรบอกเลิกแบบตัวต่อตัวอย่างเข้าใจจะดีกว่า

ตกลงกันทั้งสองฝ่าย

การบอกเลิกราเป็นการตัดสินใจหรือตกลงร่วมกันทั้งสองฝ่ายแบบไม่คาดคั้นซึ่งกันและกัน เริ่มต้นอาจจะบอกเกริ่น ๆ ว่า เราจะเลิกกันดีไหม อย่าไปบังคับอีกฝ่ายหนึ่งตัดสินใจแบบทันทีทันใด เพราะอาจจะไปกระตุ้นให้เขามีอารมณ์โกรธหรือเกิดอารมณ์เศร้าได้

ไม่โยนความผิดให้อีกฝ่ายหนึ่ง

หากความรักไปต่อไม่ได้ อย่าไปโยนความผิดอีกฝ่ายหนึ่งแต่ควรมีการพูดโดยใช้ถ้อยคำที่สุภาพอย่างมีเหตุผล จริงใจหรือตรงไปตรงมาและถนอมน้ำใจอีกฝ่ายหนึ่ง อาจจะพูดคุยให้เป็นกลางว่า เราเข้ากันไม่ได้ ทำให้ไปต่อไม่ได้ หรือเป็นเพื่อนกันดีกว่าแทนที่จะคบแบบคนรักกันต่อไป

ก่อนเริ่มต้นใหม่ให้เวลาอีกฝ่ายทำใจ

การถนอมน้ำใจอีกฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญ ถึงแม้ว่าความรักไปต่อไม่ได้แล้วก็ตาม เพราะฉะนั้น ไม่ควรหาหรือเปิดตัวแฟนใหม่ในทันที เพื่อให้อีกฝ่ายก้าวข้ามความรู้สึกเศร้าไปได้ก่อนจะดีกว่า ป้องกันอีกฝ่ายเสียใจหนักกว่าเดิมหรือน้อยใจจนคิดสั้นฆ่าตัวตายได้

เคล็ดลับรักษาใจสำหรับฝ่ายที่ถูกบอกเลิก

ยอมรับว่าความรักไปต่อไม่ได้

การทำใจยอมรับว่าได้เกิดขึ้นไปแล้ว จะกลับไปแก้ไขให้เป็นเหมือนเดิมก็จะไม่ได้ จากนั้นให้มองโลกในแง่ดีด้วยการบอกกับตัวเองว่า การเลิกกันทำให้เปิดโอกาสได้เจอคนใหม่ที่ดีและเหมาะสมกับเรา

เรียนรู้จากการเลิกกัน

เมื่อมีการเลิกกัน ให้ทบทวนเหตุการณ์หรือสาเหตุที่เกิดขึ้นเพื่อจะได้มีการปรับปรุงตัวใหม่ เมื่อมีการรู้จักตัวเองมากขึ้น ก็จะเป็นการเพิ่มความเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่นมากขึ้นอีกด้วย ถือว่าเป็นการเรียนรู้ที่ดีเลยทีเดียว

เคลียร์สิ่งที่ทำให้ใจกลับไปคิดเรื่องเดิม

สิ่งที่ทำให้นึกถึงเรื่องเดิม ไม่ว่าจะเป็น รูปภาพ เฟซบุ๊ก สถานที่เคยไปพักผ่อน ร้านอาหาร โรงภาพยนตร์ที่ไปดูด้วยกัน อื่น ๆ สิ่งเหล่านี้ควรหลีกเลี่ยง เพราะจะทำให้ชีวิตไม่ก้าวไปไหนและจมอยู่แต่กับความเศร้า

ความรักที่ไปต่อไม่ได้ ในวันที่เขามีคนใหม่ไปแล้ว ไม่ต้องไปเสียใจว่าเราสู้คนนั้นไม่ได้ อย่าเอาศักดิ์ศรีหรือความภูมิใจของเราไปฝากกับคนอื่น นอกจากนี้ไม่ควรดูถูกความภูมิใจหรือศักดิ์ศรีในตัวเขา แต่ให้ยอมรับข้อบกพร่องที่เขาปรับไม่ได้ เพียงเท่านี้ก็จะทำให้จากกันด้วยดีหรืออาจจะเป็นมิตรกันต่อไปได้ในภายภาคหน้า

วิธีบอกเลิกอย่างถนอมน้ำใจสำหรับฝ่ายบอกเลิก

เทคนิคความมั่นใจ จะทำอย่างไรให้กล้าพูดในที่สาธารณะ

การทำงานที่ประสบความสำเร็จและมีรายได้ดี มักต้องมีการนำเสนอเรื่องราวต่อหน้าผู้ชม เช่น งานพิธีกร youtuber นักข่าว ฯลฯ ซึ่งหลายคนให้ความสนใจงานเช่นนี้ แต่การพูดในที่สาธารณะก็เป็นเรื่องยากสำหรับหลายคน ที่มักจะมีอาการเขินและไม่เป็นตัวของตัวเอง และหลายครั้งก็ทำให้หลงลืมสิ่งที่จะพูดไปทำให้เสียบุคลิกด้วย

เรามาดูกันว่ามีคำแนะนำอย่างไรจากประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญ ในการนำเสนอสิ่งต่าง ๆ ในที่สาธารณะได้อย่างมั่นใจ

เป็นตัวของตัวเอง

ถ้าคุณเป็นคนที่มีอารมณ์ขัน ก็ควรที่จะนำมาใช้ในการพูดบนเวทีเพื่อผ่อนคลายผู้ชม ไม่ต้องทำท่าเคร่งขรึมหรือประหม่าจะสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง คิดเสียว่าผู้ฟังต้องการการสื่อสารของคุณอย่างจริงใจ บุคลิกที่เป็นธรรมชาติของคุณคือสิ่งที่ดึงดูดใจผู้อื่นมากที่สุด

มองให้เห็นถึงประโยชน์ของสิ่งที่พูด

การพูดในที่สาธารณะ ไม่ว่าเป็นพิธีกร ให้ข้อมูลเกี่ยวกับงานนิทรรศการ ดูแลจัดการงานประชุมต่าง ๆ จำเป็นที่จะต้องเน้นประโยชน์สูงสุด คือ ให้ให้ผู้ฟังเข้าใจว่าคุณต้องการนำเสนออะไร เช่น คุณต้องการนำเสนอเรื่องราวของเครื่องจักรกล AI ที่จะช่วยให้ชีวิตประจำวันของผู้คนง่ายขึ้น คุณก็ต้องใส่ใจที่เนื้อหาความรู้ในเรื่อง AI นั้นมากกว่าเรื่องอื่น ๆ ต้องหาข้อมูลอย่างละเอียด จะทำให้คุณลดความวิตกกังวลในตัวเองลงได้ ความมั่นใจว่าสิ่งที่นำเสนอเป็นประโยชน์ จะทำให้คุณมีความเชื่อมั่นในตัวเองเพิ่มขึ้น และทำให้การนำเสนอมีความน่าสนใจ

การฝึกซ้อม

การไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬาหรือการพูดในที่สาธารณะ มีสิ่งที่เหมือนกันคือต้องฝึกซ้อมบ่อย ๆ จึงจะทำได้ดี ไม่มีทางลัดสำหรับคนที่ต้องการประสบความสำเร็จ เทคนิคที่ช่วยได้ เช่น การพูดคนเดียวหน้ากระจก การพูดให้คนรอบข้างฟัง หรือการรับงานที่ต้องใช้ความกล้าและความมั่นใจในที่สาธารณะบ่อย ๆ จะทำให้คุณพัฒนาตัวเองได้อย่างก้าวกระโดดมากยิ่งขึ้น

ศึกษาจากสื่อและคลิปวิดีโอ

ปัจจุบันมียูทูปเบอร์และพิธีกรมากมายที่จัดรายการทางโทรทัศน์ ที่มีเทคนิคการพูดที่ดึงดูดใจให้ผู้ฟังจับประเด็นและมีอารมณ์ร่วมไปกับการบรรยายได้ ขอให้ศึกษาและก็นำมาปรับใช้กับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคในการแทรกอารมณ์ขัน การเล่าเรื่องให้สนุกสนาน การจบเนื้อหาด้วยแง่คิดที่น่าประทับใจ สิ่งเหล่านี้ต้องฝึกฝนและเรียนรู้จากผู้อื่นให้มาก จะทำให้คุณทำได้ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

จะเห็นได้ว่าการฝึกใจให้เป็นคนกล้าพูดในที่สาธารณะนั้น จะต้องมาจากหลาย ๆ องค์ประกอบ การไม่หยุดพัฒนาตัวเองเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ทุกคนประสบความสำเร็จได้ในที่สุด

มองให้เห็นถึงประโยชน์ของสิ่งที่พูด

ข้อคิดสำคัญ ในการทำงานจะได้เป็นผลดีต่อตัวเอง

ข้อคิดสำคัญด้านการทำงาน

ข้อคิด เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ในชีวิตได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะข้อคิดในด้านการทำงานสำหรับกลุ่มคนในวัยทำงาน จะได้ไม่เกิดการท้อแท้ และเพื่อจะได้นำไปสู่การประสบความสำเร็จ ด้วยเหตุนี้ เราจึงมาบอก 4 ข้อคิดสำคัญด้านการทำงาน เพื่อให้เกิดผลดีต่อตัวเอง ดังต่อไปนี้

4 ข้อคิดสำคัญด้านการทำงาน

เปลี่ยนทัศนคติตัวเองก่อนที่จะลงมือทำงาน

เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามในใจว่า งานที่กำลังทำในขณะนี้ช่วยสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่นมากน้อยเพียงใด เมื่อได้คำตอบ ก็จะทำให้คุณทำงานได้อย่างเพลิดเพลิน ไม่รู้สึกเหนื่อยหรือท้อแท้แต่อย่างใด แม้ว่างานจะมีอุปสรรคไปบ้างก็ยังทำให้เบาลงได้ ซึ่งเป็นการทำงานเพื่องานด้วยความจริงใจ ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครมาเห็นก็ตาม นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณรู้สึกอยากพัฒนาสิ่งที่เกี่ยวข้องกับงานมากขึ้นอีกด้วย

เริ่มใหม่ได้เสมอเมื่องานเกิดความผิดพลาด

ขณะที่ได้ทำงาน บางครั้งอาจจะทำงานพลาดได้ไม่มากก็น้อย และบางครั้งงานที่ทำก็ไม่เกิดปัญหาอะไร เพราะฉะนั้น เพื่อเป็นผลดีต่อตัวเองเมื่องานเกิดความผิดพลาด จำเป็นที่ต้องเปลี่ยนความคิด ด้วยการพูดกับตัวเองว่า “เราทำดีแล้ว ไม่เป็นไร เริ่มใหม่ได้” ความคิดนี้ช่วยให้คุณมีกำลังใจในการทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ ในทางตรงข้ามหากไม่เปลี่ยนความคิดเลย เมื่องานเกิดความผิดพลาดไปเรื่อย ๆ ก็จะทำให้เกิดการท้อแท้ หมดพลังจนรู้สึกไม่อยากตื่นเช้าไปทำงานและอาจถึงขั้นลาออกก็ได้

จัดลำดับความสำคัญของงาน

เบื้องต้นให้คุณจำแนกงานออกเป็น 3 ส่วนก่อนเพื่อประหยัดเวลา คือ ส่วนที่หนึ่งงานที่ต้องทำมากที่สุดซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นงานด่วน ส่วนที่สอง งานที่ไม่เร่งรีบสักเท่าไหร่แต่จำเป็นต้องทำ ส่วนที่สาม คือ งานที่วานคนอื่นช่วยทำแทนคุณได้ แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาทำงานควรอยู่ห่างสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับงาน เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ หรืออื่น ๆ เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้งานเสร็จล่าช้า และอาจส่งไม่ทันในเวลาที่ได้ระบุไว้

ส่งงานตาม Dead line (วันกำหนดส่งงาน)

ความรับผิดชอบเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะงานทุกงานเกี่ยวข้องกับผู้อื่นเสมอ ถ้าขาดความรับผิดชอบในการส่งงานก็จะทำให้เกิดความเดือดร้อนกับเพื่อนร่วมงาน และยังกระทบต่อตัวเองด้วย ขอให้วางแผนการทำงานแต่ละชิ้นทุกครั้ง และทำงานให้แล้วเสร็จตามกำหนด วิธีนี้จะทำให้กลายเป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพขององค์กร

4 ข้อคิดสำคัญ จากที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้น ขอให้คุณลองนำไปใช้ดู เพียงเริ่มต้นการเปลี่ยนความคิดพร้อมกับการลงมือปฏิบัติงานอย่างมีวินัยในทุก ๆ วัน แล้วชีวิตการทำงานของคุณจากที่มีคุณภาพอยู่แล้ว ก็จะยิ่งมีความยอดเยี่ยมขึ้นไปอีก ซึ่งจะส่งผลดีต่อตัวคุณเองได้อย่างแน่นอน

ข้อคิดสำคัญ ในการทำงานจะได้เป็นผลดีต่อตัวเอง

เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ดอลลาร์แข็งค่า กระทบอะไรบ้าง

ICE US Dollar

ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังชะลอตัว เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา และเยอรมนีแสดงสัญญาณของความอ่อนแอ สิ่งหนึ่งที่ยืนยันภาวะถดถอยในเวลานี้คือเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งแกร่ง เช่นเดียวกันค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าที่สุดในรอบ 6 ปี เศรษฐกิจของประเทศจีนที่เคยแข็งแกร่งในทศวรรษที่ผ่านมา แต่เวลานี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ปัจจุบันเศรษฐกิจจีนก็ชะลอตัวเช่นกัน ขณะเดียวกันตลาดเกิดใหม่ที่เติบโตอย่างรวดเร็วอย่างเกาหลีใต้ บราซิล หรืออินเดียที่เติบโตพรวดพราดช่วยพยุงเศรษฐกิจโลกไว้ แม้ตลาดเกิดใหม่มีความเสี่ยงในการลงทุนสูง แต่แนวโน้มที่จะขับเคลื่อนการส่งออกมากขึ้น

อาจเป็นเรื่องยากสำหรับตลาดเกิดใหม่ที่จะก้าวเข้ามาเป็นอัศวินช่วยกู้วิกฤตภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก ตราบที่เงินดอลลาร์สหรัฐยังคงแข็งแกร่งอยู่ในขณะนี้ เพราะประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่มีแนวโน้มที่จะยืมเงินในสกุลดอลลาร์สหรัฐ เมื่อสกุลดอลลาร์แข็งค่า ฉุดความเติบโตของตลาดเกิดใหม่ให้ชะลอตัวและเกิดความตึงเครียดขึ้นอีกด้วย

ทางธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) กำลังปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อลดค่าเงินดอลลาร์ช่วยบรรเทาความตึงเครียดของตลาดเกิดใหม่ อย่างไรก็ตาม สหรัฐและประเทศในยุโรปไม่มั่นใจว่าอัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษจะช่วยกระตุ้นการเติบโตของตลาดเกิดใหม่ได้สำเร็จ ญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างที่ดี หลังจากลดดอกเบี้ยแล้วก็ยังไม่ฟื้นตัวตามคาดและการเติบโตยังคงชะลอตัวไม่หยุด

ถามว่าดอลลาร์แข็งค่ามากหรือน้อยอย่างไร ลองดูดัชนี ICE US Dollar เปรียบเทียบกับตลาดเกิดใหม่ 6 ประเทศ จะเห็นว่าดอลลาร์แข็งค่าขึ้นชัดเจนเมื่อเทียบกับรูปีของอินเดียเพิ่มขึ้น 1.9%, เมื่อเทียบกับบราซิลเพิ่มขึ้น 4.1% และเทียบกับเกาหลีใต้เพิ่มขึ้น 5.5% ประเทศเหล่านี้ตลาดเกิดใหม่ยืมเงินเป็นสกุลดอลลาร์ จึงกำลังเผชิญความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะหลังจากที่ Fed ไฟเขียวใช้นโยบายดอกเบี้ยลดต่ำลงอีก ตัดสินใจลดดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 1.25% ในช่วงปลายปี 2562 นี้ ซึ่งจะเป็นการลดดอกเบี้ยครั้งที่ 3 ของ Fed ในปีนี้

อีกเรื่องที่น่ากังวลคือสหรัฐอเมริกาจะตัดสิทธิประโยชน์ภาษีศุลกากรทางการค้า (GSP) คาดว่าจะส่งผลต่อการส่งออกต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบด้วย ส่วนจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับว่ามองตรงจุดไหน เนื่องจากมีสินค้าบางอย่างอยู่ในข่ายที่จะโดนผลกระทบ แต่ส่วนใหญ่ก็ถูกตัดสิทธิไปก่อนหน้านี้แล้ว ขณะที่ตลาดเกิดใหม่หลายประเทศจะไม่ได้รับผลกระทบแบบไทยด้วย เช่น เวียดนาม กัมพูชา และอินโดนีเซีย เท่ากับว่าไทยเสียเปรียบคู่แข่งมากขึ้นอีก ทุกวันนี้การขายของออนไลน์ หาลูกค้าเข้าเว็บ ผลบอลสด 888 ก็ลำบากแล้วยังต้องหนักกว่าเดิมเรื่อยๆ กระทบทุกธุรกิจเพราะเงินของประชาชนฝืดตัวลง ช่วงที่ผ่านมาการส่งออกของไทยชะลอตัวต่อเนื่องตามการชะลอตัวของคู่ค้า ส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศชะลอตัวไปด้วย เพราะผู้บริโภคระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย ในระหว่างเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในภาวะชะลอตัวอยู่นี้ หลายประเทศเริ่มมองบทบาทของตลาดอื่นแทนสหรัฐอเมริกามากขึ้น รวมทั้งวางแผนรับมือกับผลกระทบค่าเงินบาทแข็งค่าด้วย ไม่น่าจะมีผลกระทบส่งออกในภาพรวม ส่วนภาคที่มีผลกระทบจะต้องปรับราคาเพื่อให้ขายง่ายขึ้นด้วย

นวัตกรรมตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ผู้ป่วยเบาหวานเลิกเจาะปลายนิ้วทุกวัน

ทราบกันดีว่าผู้ป่วยโรคเบาหวานต้องตรวจระดับน้ำตาลในเลือดทุกวัน โดยเจาะปลายนิ้วหยดเลือดลงบนแถบทดสอบของเครื่องตรวจน้ำตาลและอ่านค่าด้วยตนเองที่บ้าน ผู้ป่วยหลายคนคงโล่งใจที่ในอนาคตอันใกล้จะมีทางออกสำหรับคนกลัวเจ็บ นั่นคือนวัตกรรมเครื่องตรวจคลื่นหัวใจชนิดสวมใส่ได้ อาจมาแทนที่การทดสอบเลือดจากปลายนิ้วมือ เพื่อติดตามระดับน้ำตาลในเลือด โดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ช่วยให้ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดได้แบบไม่ต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัวอีกต่อไป

ทำไมถึงต้องต้องเจาะเลือดที่ปลายนิ้ว

เหตุผลของการเจาะเลือดปลายนิ้วตรวจเลือดหาระดับน้ำตาลที่ปลายนิ้วเพื่อหาแนวโน้มที่ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรือสูงเกินควร ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีความเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้เป็นเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ เมื่อรู้สภาวะร่างกายของตัวเองจะง่ายในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมช่วยควบคุมเบาหวานให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นการเจาะหลอดเลือดแดงฝอย แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับหลายคนที่กลัวเข็ม บางคนนิ้วระบมไปหมด แต่ก็ยังต้องตรวจเลือดเป็นประจำเพื่อสามารถดูแลตัวเองให้ดี

ไม่นานมานี้ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวอร์วิกในอังกฤษได้พัฒนาระบบเซนเซอร์ด้วยปัญญาประดิษฐ์ที่ตรวจจับระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อเตือนสัญญาณอันตรายจากภาวะน้ำตาลต่ำ เพิ่มความมั่นใจให้ผู้ป่วยและมีแรงจูงใจที่จะดูแลตัวเองให้ดีขึ้น เทคโนโลยีใหม่ไม่ต้องเจาะเลือดปลายนิ้ว แต่ดูจากเครื่องวัดการเต้นของหัวใจของผู้ป่วยแทน วิธีการคือใช้ข้อมูลคลื่นไฟฟ้าหัวใจของผู้ป่วยเป็นต้นแบบให้ระบบคอมพิวเตอร์จดจำและอ่านค่าน้ำตาลปกติของผู้ป่วย เพื่อดูแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาล สามารถประเมินอาการที่บ่งบอกว่ามีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำหรือสูงในขณะนั้น

ทั้งนี้ การตรวจเลือดวันละ 2 ครั้งมีความสำคัญมาก จะช่วยให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ดีและป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานเกิดภาวะฉุกเฉินที่มีอาการใจสั่น ชัก และโคม่า เสี่ยงอันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ขณะนี้การทดสอบระบบเซนเซอร์ตรวจจับคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อวัดระดับน้ำตาลในเลือดโดยอัตโนมัติใช้ได้ผลในเบื้องต้น เทคโนโลยีมีความน่าเชื่อถือถึง 82% แต่ยังต้องมีการศึกษาวิจัยและทดสอบประสิทธิผลก่อนจะนำมาใช้จริง นวัตกรรมเครื่องตรวจระดับน้ำตาลใช้แทนที่เข็มเจาะเลือดปลายนิ้วจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยวัยเด็ก ถึงจะอายุน้อยก็ป่วยเป็นโรคเบาหวานได้

การรักษาเบาหวานชนิดที่ 1 จำเป็นต้องเจาะเลือดปลายนิ้ววันละ 2-4 ครั้ง ร่วมกับการฉีดฮอร์โมนอินซูลินวันละ 3-4 ครั้ง ส่วนเบาหวานชนิดที่ 2 โชคดีกว่าเพราะแค่รับประทานยากระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน หากไม่ได้รับการรักษาอาจส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย ขาดสารอาหาร ไตเสื่อม จอประสาทตาเสื่อม หรืออาการรุนแรงที่อาจเกิดอันตรายขึ้นได้

นวัตกรรมเทคโนโลยีเซนเซอร์คลื่นหัวใจจึงเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน ทีมนักวิทยาศาสตร์กำลังพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เพื่อที่จะปรับให้ใช้งานได้ทุกสถานการณ์ แม้กระทั่งตอนนอนหลับ ไม่ต้องเจ็บปวดกับการเจาะเลือดปลายนิ้วมืออีกต่อไป

นวัตกรรมตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ผู้ป่วยเบาหวานเลิกเจาะปลายนิ้วทุกวัน

เทคนิคลดหน้าท้องที่ใคร ๆ ก็ทำได้

เทคนิคลดหน้าท้องที่ใคร ๆ ก็ทำได้

ปัญหาหน้าท้องมีส่วนเกินหรือมีพุง เป็นสิ่งที่รบกวนความมั่นใจ โดยเฉพาะหนุ่มสาวที่ต้องการใส่ชุดโชว์รูปร่าง หากมีส่วนเกินหรือพุงยื่น ก็ต้องหาวิธีแก้ไขแบบถูกวิธีและปลอดภัย ดังที่เรารวบรวมมาดังนี้

ลดพุงได้ง่ายๆ ตามเทคนิค ดังนี้

1. งดกินของทอด

ของที่ทอดร้อน ๆ เช่น ลูกชิ้นทอด ไก่ทอด หนังหมู หนังปลาทอดกรอบ เรียกว่าเป็นของที่กระตุ้นน้ำลายและทำให้เพลินกับการรับประทานง่าย ๆ จนทำให้หน้าท้องยื่นได้ในเวลาไม่กี่สัปดาห์ แนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงเมนูเหล่านี้ และหันไปรับประทานอาหารที่ทำจากการนึ่งต้มและไม่มีส่วนของไขมันสัตว์ เช่น หนังหมู หนังไก่ เป็นต้น จะลดปริมาณพลังงานและไขมันสะสมในร่างกายคุณได้แน่นอน

2. งดเครื่องดื่มหวานจัด

ปัจจุบันร้านค้ามากมายขายเครื่องดื่มหวานที่รสชาติอร่อยและกลิ่นหอมน่าดึงดูดใจ ซึ่งคนรุ่นใหม่จำนวนมากมีอาการติดเครื่องดื่มหวาน เช่น ชานมไข่มุก กาแฟปรุงสำเร็จ น้ำผลไม้ผสมน้ำเชื่อมปั่น ฯลฯ ซึ่งทางการแพทย์พบว่าทำให้เพิ่มไขมันที่หน้าท้อง และในระบบเส้นเลือดด้วย และยังส่งผลให้เป็นโรคเบาหวานตั้งแต่อายุน้อยได้ ดังนั้น ต้องปรับพฤติกรรมการรับประทาน คือ เปลี่ยนเป็นเครื่องดื่มที่หวานน้อย หรือดื่มน้ำเปล่าจะดีที่สุด

3. งดน้ำอัดลมและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เครื่องดื่มกลุ่มนี้มีปริมาณน้ำตาลและเกลือแร่หลายชนิดที่ส่งผลเสียต่อสมดุลร่างกาย ทำให้น้ำหนักของคุณเพิ่มได้ 2-3 กิโลกรัมในไม่กี่เดือนหากดื่มต่อเนื่องเป็นประจำ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าผู้ที่ต้องการลดพุง ต้องหยุดการบริโภคเครื่องดื่มเหล่านี้ และหันไปดื่มชาเพื่อสุขภาพเพื่อการกำจัดของเสียออกจากร่างกาย และช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพด้วย

4. เพิ่มไฟเบอร์

การรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ขนมปังโฮลวีต ข้าวไม่ขัดสี ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ หรือผักผลไม้ที่มีกากใยมาก เช่น ส้ม แอปเปิล เผือกมัน ข้าวโพด สัปปะรด ฯลฯ จะช่วยในการควบคุมอาการหิวระหว่างมื้อได้ดีขึ้น จะช่วยลดพฤติกรรมกินอาหารจุกจิก ทั้งนี้ หากรับประทานช่วงท้องว่างก่อนการรับประทานอาหารมื้อหลัก จะทำให้อิ่มเร็วขึ้นและทำให้ร่างกายได้รับวิตามินจากผักผลไม้ดีขึ้นด้วย

5. การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ระบบเผาผลาญร่างกายดีขึ้น ซึ่งจะทำให้ไขมันสะสมทั้งตามแขนขาหน้าท้องลดลงได้พร้อม ๆ กัน และหากทำท่าซิตอัพวันละ 20 นาที ก็จะช่วยให้เห็นผลดีขึ้น

ทุกเทคนิคที่กล่าวมา หากทำเป็นประจำจะทำให้คุณปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างถาวร ซึ่งนอกจากทำให้หน้าท้องส่วนเกินหายไปแล้ว ยังทำให้บุคลิกของคุณดีขึ้น มีความมั่นใจ และทำให้สุขภาพโดยรวมแข็งแรงขึ้นด้วย เราหวังว่าทุกท่านจะได้รับแนวทางที่ดี เพื่อนำไปปรับใช้ลดพุงกันต่อไป

ลดพุงได้ง่ายๆ ตามเทคนิค

ไม้ดอกไม้ประดับที่ควรปลูกดูดสารพิษในอาคาร

ไม้ดอกไม้ประดับที่ควรปลูกดูดสารพิษในอาคาร

การปลูกไม้ดอกไม้ใบสวยงามไว้ในตัวอาคารบ้านเรือนหรือสำนักงาน นอกจากจะช่วยเสริมฮวงจุ้ยเรียกทรัพย์ให้เจ้าของอาคารได้แล้ว ยังช่วยด้านการกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศทั่วไป ควบคู่กับก๊าซพิษที่เป็นโทษต่อร่างกายแบบสะสมได้ด้วย

มีการวิจัยพบว่ามีต้นไม้หลายชนิดที่ควรปลูกเพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องกรองและฟอกอากาศแบบธรรมชาติ ซึ่งจะส่งผลดีในระยะยาวทำให้สุขภาพทุกคนที่อาศัยในห้องนั้นดีขึ้นได้ จะมีต้นอะไรบ้างมาดูพร้อมกัน ดังนี้

1. ต้นเบญจมาศ

ดอกเบญจมาศสีเหลือง ขาว ชมพู เป็นสัญลักษณ์ของความสว่างสดใสเจริญรุ่งเรืองในธุรกิจการงาน และยังช่วยในการเรียกทรัพย์ตามหลักฮวงจุ้ยด้วย สามารถดูดซับสารพิษกลุ่มแอมโมเนีย และฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งอยู่ในสีที่ทาบ้านและสารเคลือบเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ การปลูกต้นเบญจมาศในบ้านจึงช่วยให้ได้ทั้งสุขภาพกายและเสริมสร้างความมั่งคั่งด้วย

2. ต้นพลูด่าง

คนไทยนิยมปลูกพลูด่างในห้องน้ำ เนื่องจากเป็นพืชที่ชอบความชื้นปลูกได้ง่าย ไม่ต้องดูแลมาก ทั้งยังมีสีเขียวอ่อนแก่สลับขาวที่ใบสวยงาม ต้นพลูด่างสามารถลดสารแอมโมเนียในอากาศที่มาจากเฟอร์นิเจอร์ไม้ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี เหมาะกับสำนักงาน ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ฯลฯ เชื่อมั่นได้ว่ายิ่งปลูกก็ยิ่งหายใจโล่งปอดและยังให้สีเขียวที่ดูแล้วสบายตา ผ่อนคลายกล้ามเนื้อดวงตาได้ด้วย

3. ต้นว่านหางจระเข้

นอกจากส่วนวุ้นของว่านหางจระเข้จะมีสาร aloe vera ช่วยบำรุงผิวสามารถทำสูตรพอกหน้าด้วยตัวเอง ทำให้ผิวพรรณสดใสแล้ว ยังมีคุณสมบัติในการดูดสารพิษที่อยู่ในผนังอาคารและฝ้าเพดาน ช่วยลดความเสี่ยงแพ้อากาศในผู้ที่มีโรคประจำตัวในระบบทางเดินหายใจ หลังจากปลูกจะสังเกตได้ว่า อาการหอบหืด แน่นหน้าอกจะลดลง

4. ต้นลิ้นมังกร

ต้นลิ้นมังกรเป็นไม้ใบที่มีลักษณะยาวคล้ายดาบและมีลวดลายสวยงาม ตามหลักฮวงจุ้ยนิยมปลูกไว้ในบ้าน เพื่อช่วยไล่สิ่งชั่วร้าย สร้างบารมีและชื่อเสียงให้แก่เจ้าของ เป็นพืชที่ปลูกได้ง่ายและยังสามารถดูดซับสารพิษกลุ่มเบนซีนที่ลอยอยู่ในอากาศ นอกจากนี้ยังสามารถปล่อยก๊าซชนิดดีออกมา คือ ออกซิเจน ซึ่งดีต่อสุขภาพปอด แทนการเปิดหน้าต่างรับออกซิเจนจากภายนอกได้

5. ต้นสาวน้อยประแป้ง

เป็นไม้ใบที่คนเอเชียนิยมปลูกเพราะใบมีขนาดใหญ่สวยงาม หากปลูกในกระถางดีไซน์สวย จะใช้ในการตกแต่งอาคารได้อย่างโดดเด่น ที่สำคัญ ช่วยดูดซับสารไอระเหยที่มาจากเฟอร์นิเจอร์จำพวกไม้ ไม้อัดและสีทาผนังได้ จึงลดความเสี่ยงของโรคปอดอักเสบในระยะยาวได้ดี

การปลูกต้นไม้ในอาคาร นอกจากเพิ่มพื้นที่สีเขียวช่วยให้ผ่อนคลายสายตาได้แล้ว ยังช่วยดูดซับสารพิษอันตรายที่แวดล้อมในอากาศระหว่างการอยู่อาศัยในห้องนั้น ๆ ได้ด้วย หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ผู้อ่านตระหนักเห็นความสำคัญของการปลูกต้นไม้เหล่านี้มากขึ้น

การปลูกไม้ดอกไม้ใบสวยงาม

เคล็ดลับการดูแลสุขภาพ ที่คนรักสัตว์ (สุนัขและแมว) ต้องรู้

เคล็ดลับการดูแลสุขภาพ ที่คนรักสัตว์ต้องรู้

ปัจจุบันมีความนิยมเลี้ยงสุนัขและแมวกันทั่วโลก เพื่อเป็นเพื่อนเล่นคลายเหงา ซึ่งมีงานวิจัยพบว่า ผู้ที่เลี้ยงสัตว์เลี้ยงจะมีสุขภาพจิตที่ดีและลดความเครียดจากการทำงานได้ด้วย

เราจึงได้รวบรวมเคล็ดลับเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพสุนัขและแมวมาฝากกันเป็นสาระทั่วไปที่คนรักสัตว์ควรอ่าน เพื่อให้สุนัขและแมวมีสุขภาพแข็งแรงอยู่กับคุณไปนานๆ

1. ฉีดวัคซีน

สุนัขและแมวต้องได้รับการฉีดวัคซีนตามช่วงอายุ โดยเฉพาะในช่วง 1 ปีแรกที่ต้องมีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคลำไส้อักเสบ โรคหัด โรคพยาธิ ฯลฯ รวมถึงโรคพิษสุนัขบ้าซึ่งต้องมีการฉีดซ้ำเป็นประจำทุกปีอีกด้วย หากสุนัขและแมวไม่ได้รับการฉีดวัคซีนก็จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่มาจาก เห็บหมัด ยุง พยาธิจากดินและน้ำที่สกปรกได้

2. อาบน้ำ

การทำความสะอาดสุนัขและแมวเป็นสิ่งจำเป็น ต้องมีการอาบน้ำด้วยแชมพูเฉพาะเพื่อบำรุงเส้นขนและป้องกันไม่ให้เป็นโรคผิวหนัง โดยควรทำการอาบน้ำให้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง หากฝึกฝนตั้งแต่ตอนเล็ก ก็จะทำให้สัตว์เลี้ยงมีความคุ้นเคยไม่ตื่นตระหนกและลดความเครียดได้

นอกจากนี้หากเป็นสุนัขและแมวพันธุ์ขนยาว ต้องทำการเป่าขนให้แห้งหลังอาบน้ำทุกครั้ง เพื่อป้องกันการติดเชื้อราที่ผิวหนังและปัญหาขนร่วงที่จะตามมา

3. ที่อยู่

หลายคนเลี้ยงสุนัขและแมวในบ้าน ซึ่งควรมีพื้นที่เป็นสัดส่วนสำหรับการขับถ่ายและการให้อาหาร ส่วนการเลี้ยงนอกบ้านจำเป็นต้องมีการล้อมตาข่ายและมุ้ง เพื่อป้องกันยุงและแมลงรบกวน ที่จะทำให้สุนัขและแมวเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่าง ๆ ได้

4. อาหาร

ปัจจุบันมีการผลิตอาหารเม็ดและอาหารเปียก สูตรเฉพาะสำหรับแมวและสุนัข ซึ่งผ่านการวิจัยแล้วว่ามีสัดส่วนของคาร์โบไฮเดรต โปรตีนและเกลือแร่ที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงอายุของสัตว์ ทั้งนี้ ไม่ควรให้อาหารที่คนเรารับประทาน เพราะมักจะมีรสเค็มหรือหวานเกินไป จะทำให้สุนัขและแมวป่วยเป็นโรคไตและโรคอ้วนได้ง่าย

5. ของเล่น

ควรมีของเล่นเพื่อลดความเครียดให้กับสัตว์เลี้ยง สำหรับสุนัขควรจะซื้อกระดูกปลอม ลูกบอล ตุ๊กตา ฯลฯ เพื่อให้สุนัขได้กัดแทะและเป็นการขัดฟัน ลดหินปูนในช่องปากได้ด้วย ส่วนแมวเป็นสัตว์ที่ชอบปีนป่าย จึงควรที่จะใช้ของเล่นที่มีลักษณะเป็นเชือกหรือเสาให้แมวกระโดดขึ้นลงได้

จะเห็นได้ว่า ผู้ที่สนใจจะเลี้ยงสัตว์ ไม่ว่าสุนัขและแมว ต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลสุขอนามัย การเลือกอาหาร การทำความสะอาด ตลอดจนต้องมีพื้นที่สำหรับการเลี้ยงดูที่เพียงพอและเหมาะสม จึงจะทำให้สุนัขและแมวมีสุขภาพแข็งแรงดีและอายุยาวนานเป็นสิบปี

เคล็ดลับเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพสุนัข